ปฎิทินG12

วันอังคารที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2555

น้องแต้วโอลิมปิก2012

พิมศิริ ศิริแก้ว คว้าเหรียญเงินยกน้ำหนักหญิงโอลิมปิก
พิมศิริ ศิริแก้ว คว้าเหรียญเงินยกน้ำหนักหญิงโอลิมปิก
"น้องแต้ว" พิมศิริ ศิริแก้ว คว้าเหรียญเงิน จากยกน้ำหนักรุ่น 58 กิลโลกรัม หญิงมาครองได้สำเร็จ ในศึกกีฬา โอลิมปิก 2012

"น้องแต้ว" พิมศิริ ศิริแก้ว นักยกน้ำหนักจาก จ. ขอนแก่น คว้าเหรียญเงินให้กับทัพนักกีฬาไทยในศึกกีฬาโอลิมปิก 2012 หลังยกท่าสแนชได้ 100 กก. ส่วนท่า คลีน แอนด์ เจิร์ค ยกได้ 136 กก. น้ำหนักรวม 236

ส่วนเหรียญทอง ตกเป็นของนักยกน้ำหนักจากประเทศจีนตามคาด โดนทำน้ำหนักรวมได้ 246 กก. ขณะที่เหรียญทองแดงเป็นของนักกีฬาจากยูเครน 

ขณะที่  "น้องปุ๊ก" รัตติกาล กุลน้อย สาวน้อยวัยเพียง 19 ปี จาก จ.สุรินทร์ ผลงานแจ่มแจ๋วเช่นกัน แม้จะไม่ได้เหรียญรางวัล แต่เธอก็คว้าอันดับที่ 4 มาได้
พิมศิริ ศิริแก้ว คว้าเหรียญเงินโอลิมปิก

ประวัติ Coco Chanel

ประวัติ Coco Chanel หรือชื่อจริง Gabrielle Bonheur ดีไซเนอร์ แฟชั่นโลก ที่ชอบไข่มุก เป็นชีวิตจิตใจ จากแฟ้ม ประวัติดีไซเนอร์ กล่าวว่า เกิดอยู่ที่ Saumur เมื่อปี 1883 แล้วตายเมื่อ 10 มกราคม 1971 อายุได้ 88 ปี โดยเธอ ต้องกำพร้า แม่ เมื่ออายุเพียง 12 ขวบ เธอเป็นผู้ปฏิวัติ วงการแฟชั่น ด้วยการได้พบเห็น แฟชั่นโบราณ แบบเก่าๆของ ผู้หญิง ไฮโซ ใส่หมวกใบใหญ่ๆ เสื้อมีคลุ่ยวุ่นวาย มาเป็นการใส่ชุดแบบ ยูนิฟอร์มสีดำเท่ห์ๆ Coco นั้น เป็นชื่อเล่นของ Gabrielle Bonheur ที่เธอได้มาตอนอายุ 18 ปี จากการร้องเพลง ไม่ใช่ชื่อ แต่อ้อนแต่ออก ชีวิตวัยเด็ก เธอมีความยากลำบาก มากๆCoco Chanel
แต่ Coco Chanel ได้เปิดร้านเป็นครั้งแรก เมื่อ 1910 ตอนอายุ 27 ปี ในปารีส เริ่มจากการทำชุดนักกีฬาและหมวก ต่อมาปี 1921 เธอได้ออก น้ำหอม Chanel No. 5 ซึ่งมันก็
ประวัติ Coco Chanel
ประวัติ Coco Chanel
เป็นแค่ กลิ่นของน้ำหอม ตัวอย่างหมายเลข 5 เท่านั้นเอง เบอร์ 5 จึงเป็น lucky number ของเธอ แต่ทุกวันนี้ หลายคนก็ยังนิยมชมชอบ No. 5 อยู่
ในปี 1924 Coco Chanel ได้นำดีไซแปลกใหม่ ประมาณว่า เป็นต้มหูไข่มุก ที่ ด้านหนึ่งขาว ด้านหนึ่งดำ เข้ามาสู่สังคมแฟชั่นปารีส
Coco Chanel
นอกจากนี้ในปี 1920 Coco ยังได้นำเอา ชุดเดรสดำแบบง่ายๆ ( Little Black Dress เรียกง่ายๆว่า LBD ลงหนังสือ โวคอเมริกา ซึ่งเขาเรียกว่า Chanel’s Ford ) สวมใส่สะดวก เข้ามาในวงการแฟชั่น จนทำให้วงการแฟชั่นช่วงนั้น ต้องเปลี่ยนไปทันที
ประวัติ Coco Chanel





                                         
เธอได้เปลี่ยนแปลง หลายสิ่งหลายอย่าง ให้กับวงการแฟชั่นปารีส จริงๆ
Coco Chanel มีชื่อเสียงมา ระยะหนึ่ง ( 1953 ) ช่วงนี้ Christian Dior เริ่มเป็นคลื่น ลูกใหม่ที่แรง เข้ามา และในขณะเดียวกัน การมีนักออกแบบ ปารีสรุ่นใหม่ๆ ทีประสบความสำเร็จ เกิดขึ้นมากมาย
คนดูแล และออกแบบแฟชั่น งานชุดเดรส ใหม่ๆ ของ Coco Chanel คือ Karl Lagerfeld ซึ่งวันหลัง คงได้มา เล่า ความเก่ง กล้าสามารถ ของดีไซเนอร์ ปู่ Karl Lagerfeld ให้ได้ฟังกัน เขาเป็นคนที่ เข้ามา ปฏิวัติ Chanel เอามากๆ อีกคน
ก่อนจบ มีคำคมของเธอ ไม่รู้จำผิด จำถูก มอบให้ กับดีไซน์เนอร์ไฟแรงๆ แบบคุณ
  • แฟชั่นอาจมีการเปลี่ยนแปลงไปตามเทรนด์แฟชั่น แต่สไตล์ของใคร มันไม่เคยเปลี่ยน
  • ผู้หญิงที่ห่างหาย ไม่แต่ะต้องน้ำหอม ก็คงเป็นหญิงที่ไร้จะมีอนาคต
  • ฉันไม่ได้ทำงานเรื่องแฟชั่น แต่ตัวฉันคือ แฟชั่น
  • สีเครื่องแต่งกายที่เหมาะกับคุณที่สุดในโลก คือสีที่คุณใช้มันแล้วดูดีที่สุด
  • ความเรียบง่าย มักนำพามาซึ่งความโก้เก๋ และความสง่าผ่าเผยเสมอ


กำเนิดของชื่อและความหมายของปารีสเมืองน่าอยู่

                                         
กำเนิดของชื่อและความหมายของปารีส
                                       
คำว่า ปารีส ออกเสียง /พาริส/ [ˈparɪs] หรือ /แพริส/ [ˈpæɹɪs] ในภาษาอังกฤษ และ /ปารี/ [paʁi] ในภาษาฝรั่งเศส เป็นคำที่มาจากชื่อเผ่าหนึ่งของชาวโกล เป็นที่รู้จักกันในนาม "ปารีซี" (Parisii) ซึ่งเป็นชาวเมืองที่อาศัยในสมัยก่อนโรมัน โดยที่เมืองมีชื่อเดิมว่า "ลูเทเชีย" (ละติน: Lutetia) (ชื่อเต็ม "Lutetia Parisiorum" แปลว่า ลูเทเชียแห่งปารีซี) ในระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 1 ถึง 6 ในช่วงที่อาณาจักรโรมันยึดครอง แต่ในช่วงการครองราชย์ของจูเลียน ดิ อโพสเทต (พ.ศ. 904 - พ.ศ. 906) ได้เปลี่ยนชื่อเมืองเป็น "ปารีส"[11]
ปารีสมีชื่อเล่นมากมาย แต่ชื่อที่โด่งดังที่สุดคือ "นครแห่งแสงไฟ" (ฝรั่งเศส: La Ville-lumière) ซึ่งหมายความว่าเป็นศูนย์กลางแห่งการเรียนและความรู้ ทั้งยังหมายความว่าเป็นเมืองที่สว่างไสวเต็มไปด้วยแสงไฟอีกด้วย ตั้งแต่ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 เป็นต้นมา นครปารีสมีชื่อเรียกในภาษาแสลงว่า "ปานาม" (ฝรั่งเศส: Paname [panam]) เช่น ชาวปารีสมักแนะนำตนเองว่า "มัว, เชอซุยเดอปานาม" (ฝรั่งเศส: Moi, je suis de Paname) หรือ "ฉันมาจากปานาม"
พลเมืองชาวปารีสเป็นที่รู้จักกันในนาม "ปารีเซียน" (Parisian) ("พาริเซิน" หรือ "แพริเซิน" [pʰəˈɹɪzɪənz / pʰəˈɹiːʒn̩z]) ในภาษาอังกฤษ หรือ "ปารีเซียง" [paʁizjɛ̃] ในภาษาฝรั่งเศส โดยคำนี้ บางครั้งจะถูกเรียกอย่างดูถูกว่า ปารีโก (Parigots) [paʁigo] โดยประชาชนที่อาศัยนอกแคว้นของปารีส แม้ว่าบางครั้งชาวปารีเซียงจะชอบพอกับคำนี้ก็ตาม

ประวัติศาสตร์ปารีส
ยุคเริ่มต้น
หลักฐานทางโบราณคดีในการตั้งถิ่นฐานบริเวณปารีสตั้งแต่ 4,200 ปีก่อนคริสต์ศักราชคือพวกปาริซี่ ซึ่งเป็นเผ่าย่อยของพวกเซลติกซีนอนส์ โดยเป็นที่รู้จักในฐานะผู้ชำนาญทางเรือและการค้าขาย ได้อาศัยอยู่บริเวณลุ่มแม่น้ำแซนตั้งแต่ 250 ปีก่อนคริสต์ศักราชเป็นต้นมา ต่อมาพวกโรมันได้ชัยชนะยึดครองที่ราบลุ่มปารีสใน 52 ปีก่อนคริสต์ศักราช โดยมีการตั้งถิ่นฐานอย่างถาวรในตอนปลายของศตวรรษเดียวกันบนฝั่งซ้ายของแม่น้ำแซน, เนินเขาแซนต์-เชอเนอวีแอฟและเกาะอีล เดอ ลา ซิเต้ เมืองดังกล่าวนี้เดิมเรียกว่า "ลูเทเชีย" (Lutetia) แต่ต่อมาได้ทำให้เป็นชื่อในภาษาโกลเป็น "ลูแตส" (Lutèce) ตัวเมืองได้ขยายอย่างรวดเร็วในศตวรรษต่อๆ มาและกลายเป็นเมืองที่ร่ำรวย เต็มไปด้วยตลาด ราชวัง อ่างอาบน้ำ วัดวาอาราม โรงละครและโรงมหรสพใหญ่ เมื่อจักรวรรดิโรมันล่มสลายและการบุกของเยอรมันในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 3 ทำให้ "ลูแตส" อยู่ในช่วงตกต่ำและทรุดโทรม ในปี พ.ศ. 943 พลเมืองจำนวนมากได้อพยพออกจากเมืองลูแตส และหลังการยึดครองอีกครั้งหนึ่งของพวกโรมัน เมือง "ลูแตส" ได้เปลี่ยนชื่อเป็น "ปารีส"


ยุคกลาง
ปราสาทลูฟร์ในคริสต์ศตวรรษที่ 15
ประมาณปี พ.ศ. 1043 ปารีสได้กลายเป็นเมืองหลวงของกษัตริย์โกลวิสที่ 1 แห่งแฟรงค์ เมื่อโกลวิสที่ 1 ได้สวรรคตลง อาณาจักรแฟรงค์ได้ถูกแบ่งออก และปารีสได้กลายเป็นเมืองหลวงของรัฐอิสระขนาดเล็ก ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 9 สมัยราชวงศ์กาโรแล็งเชียง เมืองปารีสได้กลายเป็นเขตฐานกำลังของพวกศักดินา เค้านต์แห่งปารีสมีอำนาจมากขึ้น จนกระทั่งมีอำนาจมากกว่ากษัตริย์แห่งแฟรงค์ตะวันตก (Francie occidentale) เสียด้วยซ้ำไป เค้านต์แห่งปารีสนามว่า "โอโด" (Odo) ได้ถูกเลือกให้เป็นกษัตริย์แทนชาร์ลส์ที่ 3 (ชาร์ลส์ อ้วน - Charles III le Gros) เนื่องจากชื่อเสียงอันโด่งดังของเขาที่ได้ป้องกันเมืองปารีสจากการโจมตีของพวกไวกิง (ศึกปารีส (พ.ศ. 1428 - พ.ศ. 1429)) แม้ว่าอีล เดอ ลา ซิเต้จะรอดจากการโจมตีของพวกไวกิง แต่ฝั่งซ้ายของแม่น้ำแซนที่ไม่มีการป้องกันก็ถูกทำลายอย่างย่อยยับ และแทนที่จะสร้างเมืองขึ้นมาใหม่บริเวณฝั่งซ้ายของแม่น้ำแซน ชาวปารีสได้เริ่มที่จะขยายตัวเมืองไปทางด้านฝั่งขวาของแม่น้ำแซนแทน ในปี พ.ศ. 1530 อูช กาเปต์ (Hugh Capet) เค้านท์แห่งปารีสได้ถูกเลือกให้กลายเป็นกษัตริย์แห่งฝรั่งเศส เป็นผู้ก่อตั้งราชวงศ์กาเปเตียงและทำให้เมืองปารีสเป็นเมืองหลวงของประเทศฝรั่งเศส
ตั้งแต่ พ.ศ. 1733 พระเจ้าฟิลิปที่ 2 (Philippe Auguste) ได้สร้างกำแพงเมืองล้อมรอบปารีสโดยมีลูฟร์เป็นป้อมปราการฝั่งตะวันตกและต่อมาในปี พ.ศ. 1743 ได้ตั้งมหาวิทยาลัยปารีสขึ้นมาซึ่งทำให้มีผู้คนหลั่งไหลเข้ามายังปารีสเป็นจำนวนมาก ในช่วงนี้เองที่เมืองปารีสได้พัฒนาในหลายๆ ด้านซึ่งในปัจจุบันยังมีให้เห็นเช่น เกาะ (อีล เดอ ลา ซิเต้) เป็นที่ตั้งรัฐบาลและสถาบันสอนศาสนา ทางฝั่งซ้ายของแม่น้ำแซนเป็นที่ตั้งสถาบันทางการศึกษา เช่น มหาวิทยาลัย วิทยาลัย โรงเรียน ฯลฯ ส่วนทางฝั่งขวาของแม่น้ำแซนเป็นที่ตั้งของการค้าขายและศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของปารีส เช่น ตลาดเลส์ อาลส์ (Les Halles)
ปารีสไม่ได้เป็นเมืองหลวงของประเทศฝรั่งเศสหลังจากถูกโจมตีโดยพันธมิตรของประเทศอังกฤษคือพวกบูร์กงด์ (Burgondes) ในสงครามร้อยปี แต่ก็กลับมาเป็นเมืองหลวงในปี พ.ศ. 1980 เมื่อพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 7 (Charles VII, le Victorieux) สามารถยึดกรุงปารีสกลับคืนมา แม้ว่ากรุงปารีสเป็นเมืองหลวงของประเทศฝรั่งเศสอีกครั้งหนึ่ง แต่พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 7ก็ตัดสินใจที่จะประทับ ณ ปราสาทหุบเขาลัวร์ ต่อมาในช่วงสงครามศาสนาของฝรั่งเศส (Guerres de religion) กรุงปารีสเป็นฐานกำลังหลักของพวกคริสต์นิกายคาทอลิก โดยรุนแรงสุดในเหตุการณ์โศกนาฏกรรมวันแซงต์-บาร์เตเลมี (Massacre de la Saint-Barthélemy) ในปี พ.ศ. 2115 ต่อในปี พ.ศ. 2137 พระเจ้าอองรีที่ 4 ได้ก่อตั้งราชสำนักในกรุงปารีสอีกครั้งหนึ่งหลังจากยึดเมืองมาจากพวกคาทอลิก ระหว่างสงครามกลางเมืองฟรงด์ (Fronde) ชาวปารีสได้ลึกฮือขึ้นประท้วงและก่อการจลาจล ซึ่งเป็นสาเหตุให้พระบรมวงศานุวงศ์ทั้งหลาย หลบหนีออกจากกรุงปารีสในปี พ.ศ. 2191 พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ย้ายราชสำนักอย่างถาวรไปยังแวร์ซายส์ในปี พ.ศ. 2225 ศตวรรษต่อมากรุงปารีสเป็นศูนย์กลางของการปฏิวัติฝรั่งเศส มีการโจมตีคุกบาสตีย์ในปี พ.ศ. 2332 และล้มระบอบกษัตริย์ในปี พ.ศ. 2335

คริสต์ศตวรรษที่ 19
การปฏิวัติอุตสาหกรรม จักรวรรดิฝรั่งเศสที่ 2และยุคสวยงาม (Belle Époque) ช่วยนำพากรุงปารีสไปสู่การพัฒนาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ฝรั่งเศส ตั้งแต่คริสต์ทศวรรษ 1840 เป็นต้นมา การเดินทางโดยรถไฟทำให้มีประชากรจำนวนมากหลั่งไหลเข้ามายังกรุงปารีสเพื่อมาทำงานในอุตสาหกรรมต่างๆ กรุงปารีสได้ผ่านการบูรณะครั้งยิ่งใหญ่ภายใต้การปกครองของจักรพรรดินโปเลียนที่ 3และบารง โอสมานน์ ซึ่งได้เปลี่ยนถนนเล็กๆ ในยุคกลางจนกลายเป็นถนนขนาดกว้างและมีตึกรามบ้านช่องร่วมสมัยจำนวนมากมาย การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้มีจุดประสงค์ให้กรุงปารีสมีความสวยงามและความสะอาดมากขึ้นกว่าเดิม ถึงกระนั้นก็มีประโยชน์ถ้าเกิดมีเหตุการณ์ปฏิวัติหรือเหตุการณ์รุนแรง เพราะกองทหารม้าและปืนไรเฟิลสามารถต่อกลอนกับกลุ่มพวกจลาจล ในขณะที่กลยุทธ์ในการซุ่มโจมตีหรือสกัดกั้นที่ใช้มากในสมัยการปฏิวัติฝรั่งเศสจะเป็นการล้าสมัย
ในปี พ.ศ. 2375 และ พ.ศ. 2392 อหิวาตกโรคระบาดพลเมืองชาวปารีส แค่การระบาดในปี พ.ศ. 2375 เท่านั้นก็มีผู้ป่วยกว่า 20,000 คนจากประชากร 650,000 ในขณะนั้น กรุงปารีสยังได้เสียหายครั้งยิ่งใหญ่หลังจากสงครามฟรังโก-ปรัสเซีย (พ.ศ. 2413 - พ.ศ. 2414) , การโค่นล้มจักรพรรดินโปเลียนที่ 3, เทศบาลปารีส (La Commune de Paris - พ.ศ. 2414) ได้ทำให้กรุงปารีสลุกเป็นไฟหลังจากการต่อสู้กันระหว่างเทศบาลกับรัฐบาล ซึ่งเหตุการณ์นี้เป็นที่รู้จักกันในนาม "สัปดาห์แห่งเลือด" (Semaine sanglante)
กรุงปารีสได้กลับคืนสู่สภาพเดิมอย่างรวดเร็วเพื่อที่จะจัดงานนิทรรศการนานาชาติ 1889 (พ.ศ. 2432) ทั้งนี้ได้มีการสร้างหอไอเฟลเพื่อเฉลิมฉลองการปฏิวัติฝรั่งเศสครบรอบ 100 ปี เพื่อแสดงถึงศักยภาพของประเทศฝรั่งเศสในด้านวิศวกรรมศาสตร์แค่ "ชั่วคราว" เท่านั้น ซึ่งสิ่งก่อสร้างชิ้นนี้ได้กลายเป็นสิ่งก่อสร้างที่สูงที่สุดในโลกจนถึงปี พ.ศ. 2473 และกลายเป็นสัญลักษณ์ของกรุงปารีสไปโดยปริยาย ส่วนงานนิทรรศการนานาชาติ 1900 (พ.ศ. 2443) ได้มีการเปิดตัวรถไฟฟ้าปารีสเป็นครั้งแรก หลังจากนั้นก็ได้มีการจัดนิทรรศการและงานแสดงสินค้าต่างๆ มากมายซึ่งทำให้กรุงปารีสเป็นสถานที่ท่องเที่ยวและดึงดูดชาวต่างชาติเป็นจำนวนมากทั้งในด้านเศรษฐกิจและเทคโนโลยี

คริสต์ศตวรรษที่ 20
ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 1 กรุงปารีสได้อยู่ในแนวหน้าของการรบ โดยรอดจากการโจมตีของเยอรมนีไปได้ที่สงครามแห่งมาร์นในปี พ.ศ. 2457 ในช่วงปี พ.ศ. 2461 - พ.ศ. 2462 กรุงปารีสได้กลายเป็นที่สวนสนามแห่งชัยชนะของฝ่ายสัมพันธมิตรและเป็นที่เจรจาสันติภาพอีกด้วย ในช่วงระหว่างสงคราม กรุงปารีสได้มีชื่อเสียงจากศิลปวัฒนธรรมต่างๆ และชีวิตยามค่ำคืน เมืองนี้ได้กลายเป็นศูนย์รวมของจิตรกรชื่อดังทั่วโลก ตั้งแต่นักประพันธ์ชาวรัสเซีย สตราวินสกี จิตรกรชาวสเปน ปีกัสโซและดาลีจนถึงนักประพันธ์ชื่อดังชาวอเมริกันอย่างเฮมิงเวย์ ในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2483 5 สัปดาห์หลังจากการเริ่มต้นของสงครามแห่งฝรั่งเศส กรุงปารีสได้ตกอยู่ภายใต้การปกครองของกองทัพนาซีเยอรมันจนกระทั่งการปลดปล่อยปารีสในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2487 2 เดือนหลังจากการบุกนอร์มองดีของฝ่ายสัมพันธมิตร


อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ในกรุงปารีส โดยข้างหลังเป็นหอไอเฟล ปี พ.ศ. 2483
กรุงปารีสได้ยืดหยัดท่ามกลางสงครามโลกครั้งที่ 2โดยไม่ได้รับความเสียหายใดๆ เนื่องจากภายในกรุงปารีสไม่มีเป้าทางยุทธศาสตร์สำหรับฝ่ายสัมพันธมิตรในการวางระเบิด (สถานีรถไฟในกรุงปารีสเป็นเพียงแค่สถานีปลายทาง โรงงานที่สำคัญๆ ตั้งอยู่บริเวณชนบททั้งสิ้น) และด้วยความสวยงามทางวัฒนธรรม ทำให้พลเอกดีทริช ฟอน โชลทิทซ์ (General der Infanterie Dietrich von Choltitz) นายทหารเยอรมันขัดคำสั่งของอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ในการทำลายกรุงปารีสและอนุสาวรีย์ที่สำคัญก่อนการถอนทหารเยอรมันออกจากปารีส ทำให้ชาวฝรั่งเศสบางคนมองว่าพลเอกดีทริช ฟอน โชลทิทซ์เป็นผู้ช่วยเหลือกรุงปารีส
ในยุคหลังจากสงคราม ปารีสได้มีการพัฒนาอย่างครั้งยิ่งใหญ่อีกครั้งหนึ่งหลังจากสิ้นสุดยุคสวยงาม (Belle Époque - พ.ศ. 2457) พื้นที่ในชนบทขยับขยายออกไปอย่างต่อเนื่อง และมีการก่อสร้างที่อยู่อาศัยอย่างมากมาย ทั้งยังเป็นจุดเริ่มต้นของลา เดฟองซ์ (La Défense) ศูนย์กลางด้านธุรกิจของประเทศฝรั่งเศส มีการสร้างรถไฟแอร์เออแอร์ ต่อจากรถไฟฟ้าปารีส เพื่อที่จะรองรับการขนส่งมวลชนในชนบท ส่วนการสร้างถนนนั้น มีการสร้างถนนเปรีเฟริก (Boulevard périphérique de Paris) ซึ่งเป็นถนนวงแหวน 8 เลนล้อมรอบกรุงปารีส
ตั้งแต่คริสต์ทศวรรษ 1970 เป็นต้นมา เขตชนบทชั้นในหลายแห่งของปารีส (โดยเฉพาะทางฝั่งตะวันออก) มีการลดการผลิตทางอุตสาหกรรมลงไป และเขตที่มีการเติบโตได้ค่อยๆ กลายเป็นเขตแออัดที่เต็มไปด้วยพวกอพยพและตกงาน ในขณะเดียวกัน เมืองปารีส (ภายในวงแหวนเปรีเฟริก (Périphérique)) และชนบทฝั่งตะวันตกและใต้ประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนฐานเศรษฐกิจของตนเอง จากการผลิตสินค้าย่อยๆ จนกลายเป็นอุตสาหกรรมด้วยการบรีการและเทคโนโลยีระดับสูง ซึ่งทำให้ผู้ที่อาศัยอยู่ในแถวนั้นมีความร่ำรวย ส่งผลให้บริเวณนั้นมีรายได้ต่อคนสูงที่สุดในทวีปยุโรป ด้วยเหตุที่มีช่องว่างระหว่างชนชั้นในทั้งสองแห่งทำให้เกิดความไม่สงบอยู่เป็นบางครั้งในช่วงคริสต์ทศวรรษ 1980 หรือเช่นในปี พ.ศ. 2548 เกิดเหตุไม่สงบในชนบททางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศฝรั่งเศส


เดฟองซ์ ย่านธุรกิจที่สำคัญในกรุงปารีสภูมิศาสตร์

ปารีสตั้งอยู่บนแม่น้ำแซน ซึ่งรวมถึงเกาะอีกสองเกาะคือ อีล แซงต์-หลุยส์ (Île Saint-Louis) และ อีล เดอ ลา ซิเต้ (Île de la Cité) ซึ่งเป็นส่วนที่เก่าแก่ที่สุดของเมือง ภูมิประเทศของปารีสโดยรวมคือ เป็นที่ราบลุ่ม โดยมีจุดต่ำสุดอยู่ที่ 35 เมตร (114 ฟุต) เหนือระดับน้ำทะเล ทั้งยังมีเนินเขาอีกหลายแห่ง เนินเขาที่สูงที่สุดคือ มงต์มาร์ตร์ (Montmartre) (130 เมตร (426 ฟุต)) พื้นที่ของปารีส ซึ่งไม่รวมสวนสาธารณะบัวส์ เดอ บูโลญ (Bois de Boulogne) และบัวส์ เดอ แวงแซนน์ (Bois de Vincennes) คือประมาณ 86.928 ตารางกิโลเมตร (33.56 ตารางไมล์) การแบ่งและรวมเขตครั้งสุดท้ายที่ใหญ่ที่สุดคือในปี พ.ศ. 2403 ซึ่งทำให้มีขนาดอย่างที่เห็นในปัจจุบัน ทั้งยังทำให้เกิดเขต (Arrondissement) ที่หมุนรอบๆ ตามเข็มนาฬิกาอีกด้วย ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2403 เป็นต้นมา เมืองปารีสมีขนาด 78 กม.² (30.1 ม.²) และได้ขยายออกไปเป็น 86.9 กม.² (34 ม.²) ในปี พ.ศ. 2463 และตั้งแต่ปี พ.ศ. 2472 เป็นต้นมา สวนสาธารณะบัวส์ เดอ บูโลญและบัวส์ เดอ แวงแซนน์ได้ผนวกกับตัวเมืองปารีสอย่างเป็นทางการ ทำให้กรุงปารีสมีขนาด 105.397 กม.² (40.69 ม.²) จนถึงปัจจุบัน ขนาดของกรุงปารีสหรือเขตเมืองปารีสนั้นมีการขยายตัวออกไปเกินเขตเมือง ทำให้เกิดรูปร่างเป็นวงรี ขยายตัวไปตามแม่น้ำแซนและแม่น้ำมาร์น ทางทิศตะวันออกและตะวันออกเฉียงใต้ของตัวเมือง และตามแม่น้ำแซนและแม่น้ำอวส ทางทิศตะวันตกและตะวันตกเฉียงเหนือ และถ้าเลยไปยังชนบท ความหนาแน่นของประชากรจะลดลงอย่างเห็นได้ชัดเนื่องจากมีป่าและที่ดินไว้สำหรับการเพาะปลูก อย่างไรก็ตามเขตมหานครปารีส (Agglomération parisienne) มีเนื้อที่ถึง 14,518 กม² (5,605.5 ไมล์²) ซึ่งใหญ่กว่าเนื้อที่กรุงปารีสถึง 138 เท่า



ภูมิอากาศ
ปารีสมีภูมิอากาศแบบมหาสมุทร ซึ่งมีผลมาจากกระแสน้ำแอตแลนติกเหนือ เพราะฉะนั้นอุณหภูมิในเมืองไม่ค่อยมีอุณหภูมิสูงหรือต่ำเกินไป อุณหภูมิเฉลี่ยของกรุงปารีสคือ 15 °C (59 °F) และจะอยู่ราว 7 °C (45 °F) สถิติอุณหภูมิสูงที่สุดที่วัดได้คือ 40.4 °C (104.7 °F) ในวันที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2491 และต่ำที่สุดที่เคยวัดได้คือ −23.9 °C (−11.0 °F) เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2422 เมืองปารีสได้ประสบกับอุณหภูมิร้อนจัดในปี พ.ศ. 2547 และหนาวจัดในปี พ.ศ. 2549 มาเอง
ฝนสามารถตกทุกเมื่อ และปารีสก็เป็นที่รู้จักดีกับฝนตกฉับพลัน ปารีสมีปริมาณน้ำฝนเฉลี่ย 641.6 มม. (25.2 นิ้ว) ต่อปี ส่วนหิมะมักจะเกิดขึ้นน้อยครั้ง ส่วนมากมักจะตกในช่วงเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์ (แต่เคยตกถึงเดือนเมษายนมาแล้ว) และไม่ค่อยพบว่าหิมะตกติดต่อกันเกินวัน



                                                                     

วันพฤหัสบดีที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

เวิลด์ สตรีท แฟชั่น

"เรื่องราวของ กางเกงยอดฮิตตลอดกาล  อย่างกางเกง “Jeans” ที่ทุกคนต้อง Must Have ขาดไม่ได้แน่นอน"


     อัปเดต “ยีนส์ฟิต” หลากสไตล์ จาก 4 เมือง แฟชั่น ระดับโลก ในคอนเซ็ปต์ “เวิลด์ สตรีทแฟชั่น ไม่ว่าเป็น เทรนด์ ฮอตแบบซูเปอร์สตาร์จากมหานคร นิวยอร์ก , ขาร็อก อันเดอร์กราวน์จากเกาะ อังกฤษ, โอต์ กูตูร์ ฟิตหรู กลิทเทอร์ริง ไฮโซ ที่ มิลาน จนถึง แนวแซบซ่า กล้าโดดเด่นสไตล์ ฮาราจูกุ จากโตเกียว




                                                                            New York



          จุดพิกัดความฮิต เริ่มต้นที่ นิวยอร์ก ต้องเป็น ยีนส์ เซเลบริตี ฟิต ในแบบแคชชวลกึ่งฟอร์มอล สบายๆ ดูเรียบง่าย ลองแมตช์กับเสื้อเชิ้ตลายสก็อต พร้อมผูกชายเสื้อเก๋ๆ แบบเน้นรูปร่างๆ เพิ่มแอคเซสเซอรีมีดีไซน์ อย่าง ผ้าพันคอ แว่นกันแดด รองเท้าส้นสูง เท่านี้ก็ทำให้คุณกลายเป็นเซเลบเฉิดฉายไปได้ทุกงานแล้ว


London 



           ส่วนเจ้าแห่งแฟชั่นอันเดอร์กราวน์ ลอนดอน ที่หลงใหลการใส่ยีนส์แนวพั้งก์ ฟิต สะท้อนความเปรี้ยวซ่า แต่แฝงไว้ด้วยความทะมัดทะแมง เน้นการดีไซน์รูปทรงกางเกงแบบสลิม ขาเดฟที่ฟิตเปรี๊ยะ เหมาะกับหนุ่มสาวที่ช่วงขาและช่วงตัวยาวสมดุลกัน เพราะใส่แล้วดูสมาร์ท แนบกระชับทุกสัดส่วน
ตอบรับการเคลื่อนไหวทุกอิริยาบถ เสริมกิมมิคแนวร็อกด้วยการตอกหมุดเพิ่มความเท่ หรือกรีดยีนส์ให้ขาดอย่างมีสไตล์ สวมใส่กับเสื้อลายตาข่าย เสื้อหนัง หรือแจ็กเกตเสริมไหล่ แมตช์ ที-เชิ้ต พร้อมโซ่ เข็มขัดตอกหมุด ก็ให้อารมณ์ สไตล์ร็อกแบบดิบๆ


เรียนแฟชั่นดีไซน์ เริ่มต้นอย่างไรดี


แม้ท่าน จะไม่มีเคยรู้จักเรื่องแฟชั่นมา ก่อนก็ตาม ก็เรียนแฟชั่นดีไซน์ได้ครับ....รายละเอียดหลักสูตร โดยรวม ดังรายการข้างล่างนี้- - - คนที่มีพื้นฐานมาแล้ว มากน้อย ก็จะทบทวน+ปรับใช้ตามแนวทางความชอบและ เน้นสอน เพื่อต่อยอด แต่ละบุคคล ครับ.

* *เคล็ดลับอยู่ที่ความตั้งใจเพราะ.เรียนไม่ยาก แค่5อย่างนี้คือแนวทางสู่ความสำเร็จคือ* *

 1.ต้องตั้งใจ        2.ใฝ่รู้          3.ขยันจด+จำ+ทำงานส่ง          4.ไม่เข้าใจ + ตามไม่ทัน ให้ถาม
 5.ใม่ขาดเรียน เนื่องจากเวลาน้อย และต้องทำการบ้านเยอะๆครับ

 * * *กรณีสุดวิสัย หากต้องขาดเรียนกรุณาแจ้งล่วงหน้าครับ จะมีการทบทวนในต้นชั่วโมงในครั้งต่อไป แต่จะต้องตามส่งงานเก่าให้ทันครับ เพื่อตัวคุณเอง..* * *

    เนื้อหาการเรียน โดยสังเขป     

1.) เริ่มจากแนะนำเครื่องมือใช้สอยเพื่องานแฟชั่น เนื้อหาและขอบข่ายการเรียน จากนั้นนำสู่บทเรียนทฤษฎีและนำปฏิบัติ  เรื่อง เส้นและการใช้เส้นเพื่อแฟชั่น ที่ลงลึกในรายละเอียดของ น้ำหนัก,อารมณ์ของเส้น รูปร่าง,รูปทรง,มิติ,และ ระยะ,แสง-เงา  จากนั้นขึ้นโครงร่างหุ่นคนแฟชั่นสากล9ส่วน ด้านหน้าตรง,ข้าง,เอียง ที่ถูกสัดส่วน ตามสูตร อีกทั้งการสอนวาดแบบข้อต่อเพื่อท่าทางเคลื่อนไหว(Pose) รวมถึง การร่างโครงหุ่นใส่เสื้อผ้าแบบเร่งด่วน (Fast -Sketching) พร้อมทั้งลงลึกรายละเอียดของ ใบหน้า,มือ,เท้า,ทรงผม,และเครื่องประดับ พร้อมมอบหมายงานกลับไปฝึกต่อที่บ้านและนำส่งครั้งต่อไป

2.)เรียนทฤษฎีและปฏิบัติเรื่องรูปแบบของเสื้อผ้า,การวาดส่วนประกอบของเสื้อผ้า เช่นคอเสื้อ,ปก,สาป,แขนเสื้อแบบต่างๆ,สาบเสื้อ,ชายเสื้อ,เกร็ด,และอื่นๆการวาดส่วนตกแต่งเพื่อการออกแบบ(Detail) เช่น จีบ ,รูด ย้วย,ถ่วง,ระบาย,ลูกไม้ เดรปปิ้ง,พลีท,ขนสัตว์ต่างๆเช่น ขนนก, ขนเฟอร์,หนังสัตว์ ที่มีความเงา-ด้าน ,ลวดลายหนังสัตว์เช่น ลายเสือ, ลายม้าลาย และ การวาดผ้าและผิวสำผัส ต่างๆของวัสดุ หลากหลาย เช่น ผ้าหนา,ผ้าบาง,ผ้าโปร่ง, ผ้ายีนส์,ผ้าลายดอก,ผ้าลายตาราง,ผ้าลายริ้ว และชนิด ของเสื้อผ้า เช่น เสื้อเชิ้ต ชาย-หญิง เสื้อสูทต่างๆ,กระโปรง,กางเกง,ดรส, รองเท้า กระเป๋า และเครื่องประดับต่างๆ เช่นหมวก,สร้อย กำไล,กระเป๋า เป็นต้นอย่างรวดเร็ว ถูกต้องและสวยงามตามหลัก Technical Drawing + Fast Sketching การวาดรายละเอียดในการประดับตกแต่งชุด ที่มีโอกาสในการใช้สอยในช่วง เวลาต่างๆตลอดวัน เช่นชุดกลางวัน ชุดไปงาน ชุดลำลองตลอดจนชุดที่ ที่สอดคล้องกับ ความชอบของแต่ละบุคคล พร้อมมอบหมายงานกลับไปฝึกต่อที่บ้านและนำส่งครั้งต่อไป

3.) เรียนรู้ทฤษฎีเรื่องสี ชื่อ-ชนิดและ อารมณ์ ของสี,สัดส่วนในการใช้สี,กลุ่มสีต่างๆเช่นกลุมสีร้อน ,เย็น กลุ่มสีหวาน,กลุ่มสีสด กลุ่มสีหม่น ,แสง-เงา,สัดส่วน ,มิติ,ระยะ,รูปร่าง,รูปทรง, องค์ประกอบ พร้อมนำปฏิบัติด้วยสี ไม้ระบายน้ำ / Copic / Yoken เทคนิคผสมอื่นๆ เพื่อความรวดเร็ว. .พร้อมมอบหมายงานกลับไปฝึกต่อที ่บ้านและนำส่งครั้งต่อไป .

4.) เรียนรู้ รูปแบบ Style ของแฟชั่นในยุคสมัยต่างๆ   พร้อมทั้งองค์ประกอบ ,ชื่อเรียก,จุดเด่น และสาระสำคัญของเครื่องแต่งกายในยุคสมัยต่างๆนั้น  พร้อมทั้งศึกษาประวัติและผลงานนักออกแบบ ระดับโลก และมอบหมายงานกลับไปฝึกต่อที่บ้านและนำส่งครั้งต่อไป

5.) เริ่มจากทฤษฎีและปฏิบัติเรื่อง การทำ Presentation Idea Board / Mood &Tone board / Total Image Look of Collection โดยฝึก การจัดองค์ประกอบงานการเลือกวัสดุและคุณสมบัติ ที่เหมาะสมสี ชนิดของผ้า รวมถึงรายละเอียดในการตกแต่งCollection  มานำเสนอให้สวยงามและสื่อให้เห็น ถึงความสามารถในการออกแบบที่เป็นแนวเฉพาะตัวได้ดีที่สุดเพื่อหา จุดเด่น หรือทำแฟ้มงาน พร้อมมอบหมายงานกลับไปฝึกต่อที่บ้านและนำส่งครั้งต่อไป

6.)ฝึกการทำงานเป็น เป็นคอลเลคชั่น โดยใช้แรงบันดาลใจ จากโจทย์ที่กำหนดพร้อมมอบหมายงานกลับไปฝึกต่อที่บ้านและนำส่งครั้งต่อไป
7.) Word of Fashionคำเฉพาะที่ใช้ในการทำงานแฟชั่น   และเรียนรู้เรื่องการตลาด การแตกย่อย + พัฒนา แนวความติด ที่เหมาะสมพร้อมมอบหมายงานกลับไปฝึกต่อที่บ้านและนำส่งครั้งต่อไป

8.) แนะนำวิธีทำแฟ้มผลงาน ( Port folio) วิธีการนำเสนอผลงาน, โดยนำผลงานที่เรียน ทั้งหมดนำเสนอต่อหน้าห้องเรียน

9) อื่นๆ มีวัสุดฝึกให้ใช้ ,แต่ถ้าให้เกิดผลดี จึงควร เตรียมไว้เป็นของตัวเองเพื่อฝึกใช้ให้เกิดความชำนาญเท่าที่จำเป็นโดย วิทยากรจะนำพาไปหาซื้อถึงที่และเลือกได้ตามชอบใจ

 สำหรับนักเรียน-นักศึกษา ที่ต้องการเรียนเตรียมสอบ
เริ่มจากเรียนตามขั้นตอน พื้นฐานแล้วจะมีการ แตกรายละเอียดให้เหมาะสมกั บการใช้งานจริง และจะมีการแนะนำเคล็ดลับก่อนสอบรวมถึงฝึกการวางแผนในการทำข้อสอบปฏิบัติ   โดยมีความหลากหลายของโจทย์  และเงื่อนไขที่กำหนด ในเวลาสอบโดยเริ่มจากเครื่องมือ+อุปกรณ์ที่จะช่วยให้เราทำงานได้อย่างรวดเร็ว มีคุณภาพสูงสุด เวลาสอบรวมถึงแนะนำการเขียน บรรยายแนวคิดรวบยอด ในการทำข้อสอบ * * *  
สำหรับผู้ประกอบการและผู้สนใจทั่วไป
เริ่มจากเรียนตามขั้นตอน พื้นฐานแล้วจะมีการ แตกรายละเอียดให้เหมาะสมกับการใช้งานจริงและปรับเนื้อหาให้สอดคล้องกับสิ่งที่ผู้เข้าอบรมต้องการมากที่สุด เป็นรายบุคคลๆเพื่อประโยชน์สูงสุดของผู้เรียน

ที่มา  http://blog.eduzones.com/fashiondesignstudio/13164

รองเท้าแฟชั่น



แฟชั่นรองเท้า 2010
วันนี้ได้นำรูปภาพรองเท้ามาให้ชมกัน
แบบรองเท้า แบบที่2
เป็นรองเท้า..ที่แบบสาวๆเรียกกันว่า..รองเท้าส้นตึก
มีความสวยทันสมัยมั๊กๆเห็นแล้วอยากจะมีเก็บไว้..ในตู้รองเท้าจังเลย..สาวๆท่านใดชอบ..อยากจะเป็นเจ้าของ ก็ไม่ว่าอะไร..ราคาก็ไม่ใช่ย่อยเหมือนกัน
แต่..ก็ไม่เท่าไหร่หรอก..แพงไม่ว่า..ขอให้ถูกใจ..net-a-porter.com


http://fashions95.blogspot.com/2010/06/problems-viewing-this-email.html

5 top Bangkok fashion brands

5 top Bangkok fashion brands

Thakoon and Koi are great, but these local Thai fashion designers could also be destined for international stardom

Thakoon Panichgul

1. Sretsis

The Story: Read the name backwards. Sretsis is a family affair. Pim Sukhahutas's creative skills, Kly's marketing prowess and Matina's presentation have put this local brand on the pages of Teen Vogue, NYLON and Page Six, and on celebs such as Katy Perry.
The Style: Chiffon, flowing lace, bows, ribbons, florals -- the concept is sweet vintage. Sretsis is bringing back styles of the 1940s and ’50s, and adding whimsical collars, pleats and fabrics to create a dolly wardrobe for nostalgic Bangkokians.

2. Tipayaphong Poosanaphong

The Story: The Tipayahphong brand found its way to Bangkok Fashion Week just three years ago. But Tipa, who started as a lowly button sorter in a Paris fashion house then worked alongside Emanuel Ungaro before creating his own designs, has more firsthand experience with the haute couture industry than most Thai fashion designers put together.

The Style: With training at the Chambre Syndicale de la Haute Couture under his fabulous belt, Tipa’s clothes and accessories are hand-sewn and hand-stitched by himself and a skillful team. His hallmarks are sequins, knits, buttons, weaves, vibrant colors, bold fabrics and runway shows as whimsical as his designs.

Greyhound

3. Greyhound

The Story: Founded by Bhanu Inkawat in the 1980s, Greyhound is a Bangkok fashion pioneer. Over the years the house has welcomed young designers and spun off brands Playhound and Hound & Friends, which cater to younger consumers. Greyhound has also launched one of the most stylish restaurant chains in town. 

The Style: Greyhound Original focuses on sophisticated business attire, with lots of blacks, whites and grays. More casual Playhound and Hound & Friends remain popular with style-conscious youth and Thai celebrities.
Greyhound Original Boutique: 2/F, The Emporium, Sukhumvit 24, BTS: Phrom Phong, tel +66 (0)2 664 8664
Playhound Boutique: 3/F, Siam Center, Rama 1 Road, BTS: Siam, tel +66 (0)2 252 3861

4. 27 Friday and 27 November

The Story: A graduate of Bangkok's artistic Silpakorn University, Chanachai Jareeyathana released his first brand, Time’s End, two decades ago. Though the brand is still popular, his more recent creations, 27 Friday and 27 November, are far more sought after in Thailand's fashion scene.
The Style: Want macho? Chanachai’s dark-hued pants and jackets from 27 Friday make men look sharp, but not flamboyant. Girly girls love his approach to cutting and accessorizing with lace that somehow still looks casual. For popping colors and bold prints, 27 November offers a younger, more colorful collection.

3F, Siam Center, Rama 1 Road, BTS: Siam, tel +66 (0)2 658 1703

5. Headquarter

The Story: Headquarter is a long-established fashion platform for three designers -- Jirat Supisankul, Patsarun Sriluansoi and Chai Jeam-Amornrat -- to present their individual brands and identities as one.

The Style: Three brands, three styles. A favorite among fashionable men, Headquarter’s easy-to-wear designs have also earned the Bangkok fashion house a strong female fan base. Looks range from casual -- with pants, blouses and day dresses -- to formal, preppy dresses and ‘rich boy’ shirts, leather rocker pieces and ethic tribal dresses.

3/F, Siam Center, Rama 1 Road, BTS: Siam, tel +66 (0)2 658 1048