ปฎิทินG12
วันอังคารที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2555
นายกฯพร้อมสู้ศึกซักฟอก ปรับครม.รอลุ้นหลังอภิปราย
"ปู" ลั่นพร้อมลุยศึกซักฟอกด้วยตัวเอง จะได้ถือโอกาสนี้ชี้แจงประชาชนด้วย เผยยังไม่ปรับ ครม.ให้รอลุ้นหลังอภิปราย...
เมื่อวันที่ 7 ส.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ฝ่ายค้านจะยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจภายหลังการญัตติพิจารณางบประมาณปี 2556 แถลงผลงานรัฐบาล 1 ปีว่า ตนก็มีหน้าที่ในการชี้แจง จะได้ถือโอกาสนี้ชี้แจงประชาชนด้วย และพร้อมที่จะชี้แจงด้วยตัวเองด้วย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรที่เกี่ยวข้องกับนโยบายยินดีให้ความร่วมมือในการชี้แจง
ผู้สื่อข่าวถามว่า จะมอบหมายให้รัฐมนตรีช่วยชี้แจงอะไรหรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ตอบว่า ตอนนี้เรายังไม่ทราบหัวข้อชัดเจนว่าฝ่ายค้านจะยื่นอภิปรายในเรื่องอะไรบ้าง ส่วนปัญหาในเรื่องของการทุจริตเข้ามาเกี่ยวข้องนั้นต้องมีการตรวจสอบ เพราะรัฐบาลเองไม่ได้สนับสนุนให้มีเรื่องอย่างนี้เกิดขึ้นอยู่แล้ว และที่ผ่านมารัฐบาลได้มอบหมายให้ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานตรวจสอบการทุจริตคอรัปชันอยู่แล้ว ถือเป็นนโยบายรัฐบาลที่ไม่อยากเห็นเรื่องนี้อยู่แล้ว เมื่อถามว่า จะมีการตั้งทีมองครักษ์พิทักษ์นายกฯ หรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ตอบว่า ไม่หรอก ทุกอย่างก็ทำงานให้เป็นไปตามกลไกของระบอบรัฐสภา
ต่อข้อถามว่า ขณะนี้ได้มีการกำหนดวันแถลงผลงานรัฐบาลครบรอบ 1 ปีหรือยัง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ตอบว่า ขอรวบรวมข้อมูลให้ครบถ้วนก่อน แต่ยืนยันมีอยู่แล้ว แต่ยืนยันตั้งใจที่จะชี้แจงให้ทราบถึงผลงานรัฐบาลที่ได้ทำมา เมื่อถามว่า จะมีการทบทวนนโยบายรับจำนำข้าวที่มีปัญหาอยู่หรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ตอบว่า ในส่วนของนโยบายใหญ่รัฐบาลยังเชื่อว่า นโยบายนี้เป็นนโยบายที่ดี สามารถช่วยเหลือเกษตรกรได้ และเป็นการยกระดับชีวิตเกษตรกร แต่ยอมรับว่าอาจมีปัญหาในทางปฏิบัติ ซึ่งต้องลงไปตรวจสอบว่า เป็นปัญหาขั้นตอนการปฏิบัติอย่างไร
ทั้งนี้ ที่ทำมาพยายามรับข้อห่วงใยและข้อท้วงติงของทุกภาคส่วน รวมถึงกำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ลงไปดูหลายๆ สิ่งที่ทุกคนเป็นห่วง เมื่อถามว่า ภายหลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจจะมีการปรับ ครม.หรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ตอบว่า ยังไม่ทราบ ต้องรอดูในช่วงนั้นก่อน แต่ตอนนี้ยังไม่มี.
"พระราชินี"ผลตรวจพระโลหิตน่าพอใจ ทรงพระดำเนินได้มากขึ้น
วันอังคารที่7สิงหาคม 2555
แถลงการณ์สำนักพระราชวัง ฉบับที่ 7 คณะแพทย์ผู้ถวายการรักษาสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ รายงานว่า ทรงพระดำเนินได้ระยะมากขึ้น เสวยพระกระยาหารได้มากขึ้น ผลการตรวจพระโลหิตอยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจ ไม่มีภาวะแทรกซ้อน...
เมื่อช่วงค่ำวันที่ 7 ส.ค. แถลงการณ์สำนักพระราชวัง เรื่องสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงพระประชวร ขณะประทับ ณ โรงพยาบาลศิริราช ฉบับที่ 7 ความว่า คณะแพทย์ผู้ถวายการรักษาสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้รายงานว่า สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงพระดำเนินได้ระยะมากขึ้น เสวยพระกระยาหารได้มากขึ้น ผลการตรวจพระโลหิตอยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจ ไม่มีภาวะแทรกซ้อน แต่อย่างไรก็ตาม คณะแพทย์ฯ ได้ขอพระราชทานให้ทรงงดพระราชกิจต่อไปอีกระยะหนึ่ง จึงประกาศมาเพื่อทราบโดยทั่วกัน
ชุดเดรสดำ LBD มหัศจรรย์แฟชั่น เปลี่ยนลุ๊ค เปลี่ยนไซด์ สวยไม่เปลี่ยน
เคล็ดลับมหัศจรรย์ อันหนึ่งของ “สีดำ” คือ การดูดกลืนสี การใส่เสื้อผ้าสีดำ ในช่วงอากาศร้อนๆ เช่น หน้าร้อนนี้ มันก็ยิ่งร้อน นั่นแหละ แต่หากจะสวยไว้ลูก สู้ๆ ความอมตะเสน่ห์ใน ชุดเดรสสีดำ ที่ดูคนใส่ยิ่งมี มนต์หรู แถมสวมออกมา แล้วขลังๆ ดูเป็นพิธีการและทางการ แถมเริดกว่าใครง่ายๆ นิ่มๆ พูดจริงๆ ในปฏฐี ส่องกระจกไม่มีใคร งามเกิน

และเราไม่สามารถปฏิเสธได้เลยว่า ชุดเดรสสีดำๆ ใส่แล้วมันหลอกตา คนดูจะมีความรู้สึกว่า ผู้ใส่ มีขนาดตัวเอง เหมือนเล็กลงกว่าไซด์ที่เป็นจริง ดูรูปร่างจะออกเล็กลงไปถนัดตา เมื่อเทียบกับการใส่ ชุดเดรส เหมือนๆกันแต่สีอื่นๆ ในแบบเดียวกัน จึงกล่าวกันว่า ชุดเดรสดำ โดยเฉพาะ เจ้าแบบเรียบๆ ง่ายๆ LBD ( Little Black Dress ) ที่ชื่อตำแหน่งเกียรติยศ มันคงไม่ได้มาง่ายๆ แบบมั่วๆ กันได้นั้น ผู้หญิงทั่วโลก ทุกๆคนบอก หนู่ใส่แล้วสวยคะพี่ แน่นอนๆ
เพราะหากมันไม่เป็นเช่นนั้น มันไม่ท๊อปๆ ไม่ฮิต กันมานมนาน นี่ก็จะฉลองครบรอบอายุเกิน 85 ปีแล้วคุณ เทียบกับ ดวงเกิดในสูจิบัตร หนูเดรสดำ แบบ LBD ก็ 1920 ( บางแห่งบอก Vogue สั่งให้ดังก็ 1926 แหละ..เออ..เชื่ออันหลังอะ ) แต่คุณแม่ที่ให้กำเนิ
มีชื่อเดียว คือ Gabrielle “Coco” Chanel เจ้าเดียว อีกแล้วครับท่าน แต่ตอนแรก เรียก “ Chanel’s Ford ” เพราะช่วงนั้น ต้องการให้เห็นเป็นภาพ เดรสราคาประหยัด เหมือนรถยนต์ ฟอร์ด ที่ก็ผลิตออกจำหน่ายราคาถูกลงแล้ว สินค้าที่ใครๆ สามารถเอื่อมได้ถึงๆ
แต่เพราะเจ้าความ มหัศจรรย์แห่งแฟชั่น ที่มันไปกระชากต่อม ช่างบริโภค หรือเช่นใด? อันนี้ไม่ทราบ ฝรั่งมัก เยินยอสรรพคุณ เสื้อผ้าสีดำ จนเกินงามว่า ” the ultimate timeless, failsafe garment ” หรือ…เพราะภาพสาวอ้วนๆ ท๊วมๆ ใส่แล้วดูเธอ กลายร่างไปเป็นสาวหุ่นดี ดูข้างหลังเหมือนเซเลบริตี มากขึ้น หรือ? ที่เป็นปัจจัยเธอได้ like มากันเพียบ ที่ทำให้มัน ไม่เคยดวงตก ไปจาก ชาร์ทแฟชั่นฉันก็ชอบจ๊ะเดี่ยวนี้และช่วงไม่กี่ปีมานี่ ใส่ดำแล้วได้ซ่า เทรนด์ที่มันกำลังเสนอหน้า จะเข้าไปในรั้วแฟชั่นงานแต่งเออดูกัน แบบใส่ดำแล้วจะลุยไปได้ทั่ว อะไรกันหว่า? อันบันดาลให้ใส่ชุดดำๆ แล้วจิตใจมันซาบซ่าๆกันได้จัง ผู้เขียนว่า เพราะเหตุการที่ได้มา ของแบบเดรสสีดำแบบตาถึงๆ….ดอก
โดยเฉพาะ เนคไลท์ ที่เรียบง่าย ไม่สลับซับซ้อน ตลอดจน ไม่เวิอร์ เทอร์เซ็กซี่ๆเกินไป ต่างหาก ที่ทำให้ การออกแบบ เดรสสีดำ ทำให้ผู้ใช้ ใส่แล้ว ใส่ได้อีก แบบใส่กันให้คุ้มๆ เป็นกุศโลบายในการ เลือกชุดเดรสสีดำ คุณภาพๆ ชนิดนี้ ที่ดูจะเฉียบขาด กันแบบสุดๆ
ตัวอย่าง ชุดเดรสดำ ช๊อปชอบ
(รุ่น ใครคลิ๊ก ก็ได้ดูภาพใหญ่ๆ )
ดังนั้น รูปตัวอย่าง ชุดเดรสดำทั้งหมด ในบทความชิ้นนี้ ในเดือนปีเกิด ของตนเอง ขอมอบให้ เดรสดำ LBD ทรงเรียบง่ายๆ ของคนดังทั้งโลก ในช่วง 85 ปีนี้ เพื่อ ฉลองผลงานอมตะ ของ Gabrielle “Coco” Chanel ที่ babyBride ทั้งชอบ ทั้งปลื้ม กับความสุดยอดของ แฟชั่นเพื่อผู้หญิงอินเทรนด์ตอนนี้ แบบฉบับจริงๆ ชิ้นนี้ เวลาที่เหลือๆ มาลองทำใจ หากคุณอยากจะมาเป็นทาสฉัน
ไม่ได้มีเจตนา นำพา เสื้อผ้าชุดดำ ที่คนไทยใส่ในงานศพ มาชวนใคร ให้บ่าข้าม วัฒนธรรมไทย กันเลยเพราะทั้งหมด ล้วนเป็น ความมหัศจรรย์ กันคนละแบบ ที่สวยงามที่สุด อยู่แล้วที่มาพร้อม กับความเป็นไป ของมันทั้งสิ้น
อ้างอิง : www.fashion-schools.org/littleblackdressarticle.htm
แรงบันดาลใจ : ภาพปกแอลไทย เดือนนี้ มันชวนให้คิดนะ
อ้างอิง : www.fashion-schools.org/littleblackdressarticle.htm
แรงบันดาลใจ : ภาพปกแอลไทย เดือนนี้ มันชวนให้คิดนะ
น้องแต้วโอลิมปิก2012
"น้องแต้ว" พิมศิริ ศิริแก้ว คว้าเหรียญเงิน จากยกน้ำหนักรุ่น 58 กิลโลกรัม หญิงมาครองได้สำเร็จ ในศึกกีฬา โอลิมปิก 2012
"น้องแต้ว" พิมศิริ ศิริแก้ว นักยกน้ำหนักจาก จ. ขอนแก่น คว้าเหรียญเงินให้กับทัพนักกีฬาไทยในศึกกีฬาโอลิมปิก 2012 หลังยกท่าสแนชได้ 100 กก. ส่วนท่า คลีน แอนด์ เจิร์ค ยกได้ 136 กก. น้ำหนักรวม 236
ส่วนเหรียญทอง ตกเป็นของนักยกน้ำหนักจากประเทศจีนตามคาด โดนทำน้ำหนักรวมได้ 246 กก. ขณะที่เหรียญทองแดงเป็นของนักกีฬาจากยูเครน
ขณะที่ "น้องปุ๊ก" รัตติกาล กุลน้อย สาวน้อยวัยเพียง 19 ปี จาก จ.สุรินทร์ ผลงานแจ่มแจ๋วเช่นกัน แม้จะไม่ได้เหรียญรางวัล แต่เธอก็คว้าอันดับที่ 4 มาได้
"น้องแต้ว" พิมศิริ ศิริแก้ว นักยกน้ำหนักจาก จ. ขอนแก่น คว้าเหรียญเงินให้กับทัพนักกีฬาไทยในศึกกีฬาโอลิมปิก 2012 หลังยกท่าสแนชได้ 100 กก. ส่วนท่า คลีน แอนด์ เจิร์ค ยกได้ 136 กก. น้ำหนักรวม 236
ส่วนเหรียญทอง ตกเป็นของนักยกน้ำหนักจากประเทศจีนตามคาด โดนทำน้ำหนักรวมได้ 246 กก. ขณะที่เหรียญทองแดงเป็นของนักกีฬาจากยูเครน
ขณะที่ "น้องปุ๊ก" รัตติกาล กุลน้อย สาวน้อยวัยเพียง 19 ปี จาก จ.สุรินทร์ ผลงานแจ่มแจ๋วเช่นกัน แม้จะไม่ได้เหรียญรางวัล แต่เธอก็คว้าอันดับที่ 4 มาได้
พิมศิริ ศิริแก้ว คว้าเหรียญเงินโอลิมปิก
ประวัติ Coco Chanel
ประวัติ Coco Chanel หรือชื่อจริง Gabrielle Bonheur ดีไซเนอร์ แฟชั่นโลก ที่ชอบไข่มุก เป็นชีวิตจิตใจ จากแฟ้ม ประวัติดีไซเนอร์ กล่าวว่า เกิดอยู่ที่ Saumur เมื่อปี 1883 แล้วตายเมื่อ 10 มกราคม 1971 อายุได้ 88 ปี โดยเธอ ต้องกำพร้า แม่ เมื่ออายุเพียง 12 ขวบ เธอเป็นผู้ปฏิวัติ วงการแฟชั่น ด้วยการได้พบเห็น แฟชั่นโบราณ แบบเก่าๆของ ผู้หญิง ไฮโซ ใส่หมวกใบใหญ่ๆ เสื้อมีคลุ่ยวุ่นวาย มาเป็นการใส่ชุดแบบ ยูนิฟอร์มสีดำเท่ห์ๆ Coco นั้น เป็นชื่อเล่นของ Gabrielle Bonheur ที่เธอได้มาตอนอายุ 18 ปี จากการร้องเพลง ไม่ใช่ชื่อ แต่อ้อนแต่ออก ชีวิตวัยเด็ก เธอมีความยากลำบาก มากๆ
แต่ Coco Chanel ได้เปิดร้านเป็นครั้งแรก เมื่อ 1910 ตอนอายุ 27 ปี ในปารีส เริ่มจากการทำชุดนักกีฬาและหมวก ต่อมาปี 1921 เธอได้ออก น้ำหอม Chanel No. 5 ซึ่งมันก็

เป็นแค่ กลิ่นของน้ำหอม ตัวอย่างหมายเลข 5 เท่านั้นเอง เบอร์ 5 จึงเป็น lucky number ของเธอ แต่ทุกวันนี้ หลายคนก็ยังนิยมชมชอบ No. 5 อยู่
ในปี 1924 Coco Chanel ได้นำดีไซแปลกใหม่ ประมาณว่า เป็นต้มหูไข่มุก ที่ ด้านหนึ่งขาว ด้านหนึ่งดำ เข้ามาสู่สังคมแฟชั่นปารีส
นอกจากนี้ในปี 1920 Coco ยังได้นำเอา ชุดเดรสดำแบบง่ายๆ ( Little Black Dress เรียกง่ายๆว่า LBD ลงหนังสือ โวคอเมริกา ซึ่งเขาเรียกว่า Chanel’s Ford ) สวมใส่สะดวก เข้ามาในวงการแฟชั่น จนทำให้วงการแฟชั่นช่วงนั้น ต้องเปลี่ยนไปทันที
แต่ Coco Chanel ได้เปิดร้านเป็นครั้งแรก เมื่อ 1910 ตอนอายุ 27 ปี ในปารีส เริ่มจากการทำชุดนักกีฬาและหมวก ต่อมาปี 1921 เธอได้ออก น้ำหอม Chanel No. 5 ซึ่งมันก็
เป็นแค่ กลิ่นของน้ำหอม ตัวอย่างหมายเลข 5 เท่านั้นเอง เบอร์ 5 จึงเป็น lucky number ของเธอ แต่ทุกวันนี้ หลายคนก็ยังนิยมชมชอบ No. 5 อยู่
ในปี 1924 Coco Chanel ได้นำดีไซแปลกใหม่ ประมาณว่า เป็นต้มหูไข่มุก ที่ ด้านหนึ่งขาว ด้านหนึ่งดำ เข้ามาสู่สังคมแฟชั่นปารีส
นอกจากนี้ในปี 1920 Coco ยังได้นำเอา ชุดเดรสดำแบบง่ายๆ ( Little Black Dress เรียกง่ายๆว่า LBD ลงหนังสือ โวคอเมริกา ซึ่งเขาเรียกว่า Chanel’s Ford ) สวมใส่สะดวก เข้ามาในวงการแฟชั่น จนทำให้วงการแฟชั่นช่วงนั้น ต้องเปลี่ยนไปทันที
เธอได้เปลี่ยนแปลง หลายสิ่งหลายอย่าง ให้กับวงการแฟชั่นปารีส จริงๆ
Coco Chanel มีชื่อเสียงมา ระยะหนึ่ง ( 1953 ) ช่วงนี้ Christian Dior เริ่มเป็นคลื่น ลูกใหม่ที่แรง เข้ามา และในขณะเดียวกัน การมีนักออกแบบ ปารีสรุ่นใหม่ๆ ทีประสบความสำเร็จ เกิดขึ้นมากมาย
คนดูแล และออกแบบแฟชั่น งานชุดเดรส ใหม่ๆ ของ Coco Chanel คือ Karl Lagerfeld ซึ่งวันหลัง คงได้มา เล่า ความเก่ง กล้าสามารถ ของดีไซเนอร์ ปู่ Karl Lagerfeld ให้ได้ฟังกัน เขาเป็นคนที่ เข้ามา ปฏิวัติ Chanel เอามากๆ อีกคน
ก่อนจบ มีคำคมของเธอ ไม่รู้จำผิด จำถูก มอบให้ กับดีไซน์เนอร์ไฟแรงๆ แบบคุณ
- แฟชั่นอาจมีการเปลี่ยนแปลงไปตามเทรนด์แฟชั่น แต่สไตล์ของใคร มันไม่เคยเปลี่ยน
- ผู้หญิงที่ห่างหาย ไม่แต่ะต้องน้ำหอม ก็คงเป็นหญิงที่ไร้จะมีอนาคต
- ฉันไม่ได้ทำงานเรื่องแฟชั่น แต่ตัวฉันคือ แฟชั่น
- สีเครื่องแต่งกายที่เหมาะกับคุณที่สุดในโลก คือสีที่คุณใช้มันแล้วดูดีที่สุด
- ความเรียบง่าย มักนำพามาซึ่งความโก้เก๋ และความสง่าผ่าเผยเสมอ
กำเนิดของชื่อและความหมายของปารีสเมืองน่าอยู่
กำเนิดของชื่อและความหมายของปารีส
คำว่า ปารีส ออกเสียง /พาริส/ [ˈparɪs] หรือ /แพริส/ [ˈpæɹɪs] ในภาษาอังกฤษ และ /ปารี/ [paʁi] ในภาษาฝรั่งเศส เป็นคำที่มาจากชื่อเผ่าหนึ่งของชาวโกล เป็นที่รู้จักกันในนาม "ปารีซี" (Parisii) ซึ่งเป็นชาวเมืองที่อาศัยในสมัยก่อนโรมัน โดยที่เมืองมีชื่อเดิมว่า "ลูเทเชีย" (ละติน: Lutetia) (ชื่อเต็ม "Lutetia Parisiorum" แปลว่า ลูเทเชียแห่งปารีซี) ในระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 1 ถึง 6 ในช่วงที่อาณาจักรโรมันยึดครอง แต่ในช่วงการครองราชย์ของจูเลียน ดิ อโพสเทต (พ.ศ. 904 - พ.ศ. 906) ได้เปลี่ยนชื่อเมืองเป็น "ปารีส"[11]
ปารีสมีชื่อเล่นมากมาย แต่ชื่อที่โด่งดังที่สุดคือ "นครแห่งแสงไฟ" (ฝรั่งเศส: La Ville-lumière) ซึ่งหมายความว่าเป็นศูนย์กลางแห่งการเรียนและความรู้ ทั้งยังหมายความว่าเป็นเมืองที่สว่างไสวเต็มไปด้วยแสงไฟอีกด้วย ตั้งแต่ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 เป็นต้นมา นครปารีสมีชื่อเรียกในภาษาแสลงว่า "ปานาม" (ฝรั่งเศส: Paname [panam]) เช่น ชาวปารีสมักแนะนำตนเองว่า "มัว, เชอซุยเดอปานาม" (ฝรั่งเศส: Moi, je suis de Paname) หรือ "ฉันมาจากปานาม"
พลเมืองชาวปารีสเป็นที่รู้จักกันในนาม "ปารีเซียน" (Parisian) ("พาริเซิน" หรือ "แพริเซิน" [pʰəˈɹɪzɪənz / pʰəˈɹiːʒn̩z]) ในภาษาอังกฤษ หรือ "ปารีเซียง" [paʁizjɛ̃] ในภาษาฝรั่งเศส โดยคำนี้ บางครั้งจะถูกเรียกอย่างดูถูกว่า ปารีโก (Parigots) [paʁigo] โดยประชาชนที่อาศัยนอกแคว้นของปารีส แม้ว่าบางครั้งชาวปารีเซียงจะชอบพอกับคำนี้ก็ตาม
ประวัติศาสตร์ปารีส
ยุคเริ่มต้น
หลักฐานทางโบราณคดีในการตั้งถิ่นฐานบริเวณปารีสตั้งแต่ 4,200 ปีก่อนคริสต์ศักราชคือพวกปาริซี่ ซึ่งเป็นเผ่าย่อยของพวกเซลติกซีนอนส์ โดยเป็นที่รู้จักในฐานะผู้ชำนาญทางเรือและการค้าขาย ได้อาศัยอยู่บริเวณลุ่มแม่น้ำแซนตั้งแต่ 250 ปีก่อนคริสต์ศักราชเป็นต้นมา ต่อมาพวกโรมันได้ชัยชนะยึดครองที่ราบลุ่มปารีสใน 52 ปีก่อนคริสต์ศักราช โดยมีการตั้งถิ่นฐานอย่างถาวรในตอนปลายของศตวรรษเดียวกันบนฝั่งซ้ายของแม่น้ำแซน, เนินเขาแซนต์-เชอเนอวีแอฟและเกาะอีล เดอ ลา ซิเต้ เมืองดังกล่าวนี้เดิมเรียกว่า "ลูเทเชีย" (Lutetia) แต่ต่อมาได้ทำให้เป็นชื่อในภาษาโกลเป็น "ลูแตส" (Lutèce) ตัวเมืองได้ขยายอย่างรวดเร็วในศตวรรษต่อๆ มาและกลายเป็นเมืองที่ร่ำรวย เต็มไปด้วยตลาด ราชวัง อ่างอาบน้ำ วัดวาอาราม โรงละครและโรงมหรสพใหญ่ เมื่อจักรวรรดิโรมันล่มสลายและการบุกของเยอรมันในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 3 ทำให้ "ลูแตส" อยู่ในช่วงตกต่ำและทรุดโทรม ในปี พ.ศ. 943 พลเมืองจำนวนมากได้อพยพออกจากเมืองลูแตส และหลังการยึดครองอีกครั้งหนึ่งของพวกโรมัน เมือง "ลูแตส" ได้เปลี่ยนชื่อเป็น "ปารีส"
ยุคกลาง
ปราสาทลูฟร์ในคริสต์ศตวรรษที่ 15
ประมาณปี พ.ศ. 1043 ปารีสได้กลายเป็นเมืองหลวงของกษัตริย์โกลวิสที่ 1 แห่งแฟรงค์ เมื่อโกลวิสที่ 1 ได้สวรรคตลง อาณาจักรแฟรงค์ได้ถูกแบ่งออก และปารีสได้กลายเป็นเมืองหลวงของรัฐอิสระขนาดเล็ก ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 9 สมัยราชวงศ์กาโรแล็งเชียง เมืองปารีสได้กลายเป็นเขตฐานกำลังของพวกศักดินา เค้านต์แห่งปารีสมีอำนาจมากขึ้น จนกระทั่งมีอำนาจมากกว่ากษัตริย์แห่งแฟรงค์ตะวันตก (Francie occidentale) เสียด้วยซ้ำไป เค้านต์แห่งปารีสนามว่า "โอโด" (Odo) ได้ถูกเลือกให้เป็นกษัตริย์แทนชาร์ลส์ที่ 3 (ชาร์ลส์ อ้วน - Charles III le Gros) เนื่องจากชื่อเสียงอันโด่งดังของเขาที่ได้ป้องกันเมืองปารีสจากการโจมตีของพวกไวกิง (ศึกปารีส (พ.ศ. 1428 - พ.ศ. 1429)) แม้ว่าอีล เดอ ลา ซิเต้จะรอดจากการโจมตีของพวกไวกิง แต่ฝั่งซ้ายของแม่น้ำแซนที่ไม่มีการป้องกันก็ถูกทำลายอย่างย่อยยับ และแทนที่จะสร้างเมืองขึ้นมาใหม่บริเวณฝั่งซ้ายของแม่น้ำแซน ชาวปารีสได้เริ่มที่จะขยายตัวเมืองไปทางด้านฝั่งขวาของแม่น้ำแซนแทน ในปี พ.ศ. 1530 อูช กาเปต์ (Hugh Capet) เค้านท์แห่งปารีสได้ถูกเลือกให้กลายเป็นกษัตริย์แห่งฝรั่งเศส เป็นผู้ก่อตั้งราชวงศ์กาเปเตียงและทำให้เมืองปารีสเป็นเมืองหลวงของประเทศฝรั่งเศส
ตั้งแต่ พ.ศ. 1733 พระเจ้าฟิลิปที่ 2 (Philippe Auguste) ได้สร้างกำแพงเมืองล้อมรอบปารีสโดยมีลูฟร์เป็นป้อมปราการฝั่งตะวันตกและต่อมาในปี พ.ศ. 1743 ได้ตั้งมหาวิทยาลัยปารีสขึ้นมาซึ่งทำให้มีผู้คนหลั่งไหลเข้ามายังปารีสเป็นจำนวนมาก ในช่วงนี้เองที่เมืองปารีสได้พัฒนาในหลายๆ ด้านซึ่งในปัจจุบันยังมีให้เห็นเช่น เกาะ (อีล เดอ ลา ซิเต้) เป็นที่ตั้งรัฐบาลและสถาบันสอนศาสนา ทางฝั่งซ้ายของแม่น้ำแซนเป็นที่ตั้งสถาบันทางการศึกษา เช่น มหาวิทยาลัย วิทยาลัย โรงเรียน ฯลฯ ส่วนทางฝั่งขวาของแม่น้ำแซนเป็นที่ตั้งของการค้าขายและศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของปารีส เช่น ตลาดเลส์ อาลส์ (Les Halles)
ปารีสไม่ได้เป็นเมืองหลวงของประเทศฝรั่งเศสหลังจากถูกโจมตีโดยพันธมิตรของประเทศอังกฤษคือพวกบูร์กงด์ (Burgondes) ในสงครามร้อยปี แต่ก็กลับมาเป็นเมืองหลวงในปี พ.ศ. 1980 เมื่อพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 7 (Charles VII, le Victorieux) สามารถยึดกรุงปารีสกลับคืนมา แม้ว่ากรุงปารีสเป็นเมืองหลวงของประเทศฝรั่งเศสอีกครั้งหนึ่ง แต่พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 7ก็ตัดสินใจที่จะประทับ ณ ปราสาทหุบเขาลัวร์ ต่อมาในช่วงสงครามศาสนาของฝรั่งเศส (Guerres de religion) กรุงปารีสเป็นฐานกำลังหลักของพวกคริสต์นิกายคาทอลิก โดยรุนแรงสุดในเหตุการณ์โศกนาฏกรรมวันแซงต์-บาร์เตเลมี (Massacre de la Saint-Barthélemy) ในปี พ.ศ. 2115 ต่อในปี พ.ศ. 2137 พระเจ้าอองรีที่ 4 ได้ก่อตั้งราชสำนักในกรุงปารีสอีกครั้งหนึ่งหลังจากยึดเมืองมาจากพวกคาทอลิก ระหว่างสงครามกลางเมืองฟรงด์ (Fronde) ชาวปารีสได้ลึกฮือขึ้นประท้วงและก่อการจลาจล ซึ่งเป็นสาเหตุให้พระบรมวงศานุวงศ์ทั้งหลาย หลบหนีออกจากกรุงปารีสในปี พ.ศ. 2191 พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ย้ายราชสำนักอย่างถาวรไปยังแวร์ซายส์ในปี พ.ศ. 2225 ศตวรรษต่อมากรุงปารีสเป็นศูนย์กลางของการปฏิวัติฝรั่งเศส มีการโจมตีคุกบาสตีย์ในปี พ.ศ. 2332 และล้มระบอบกษัตริย์ในปี พ.ศ. 2335
คริสต์ศตวรรษที่ 19
การปฏิวัติอุตสาหกรรม จักรวรรดิฝรั่งเศสที่ 2และยุคสวยงาม (Belle Époque) ช่วยนำพากรุงปารีสไปสู่การพัฒนาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ฝรั่งเศส ตั้งแต่คริสต์ทศวรรษ 1840 เป็นต้นมา การเดินทางโดยรถไฟทำให้มีประชากรจำนวนมากหลั่งไหลเข้ามายังกรุงปารีสเพื่อมาทำงานในอุตสาหกรรมต่างๆ กรุงปารีสได้ผ่านการบูรณะครั้งยิ่งใหญ่ภายใต้การปกครองของจักรพรรดินโปเลียนที่ 3และบารง โอสมานน์ ซึ่งได้เปลี่ยนถนนเล็กๆ ในยุคกลางจนกลายเป็นถนนขนาดกว้างและมีตึกรามบ้านช่องร่วมสมัยจำนวนมากมาย การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้มีจุดประสงค์ให้กรุงปารีสมีความสวยงามและความสะอาดมากขึ้นกว่าเดิม ถึงกระนั้นก็มีประโยชน์ถ้าเกิดมีเหตุการณ์ปฏิวัติหรือเหตุการณ์รุนแรง เพราะกองทหารม้าและปืนไรเฟิลสามารถต่อกลอนกับกลุ่มพวกจลาจล ในขณะที่กลยุทธ์ในการซุ่มโจมตีหรือสกัดกั้นที่ใช้มากในสมัยการปฏิวัติฝรั่งเศสจะเป็นการล้าสมัย
ในปี พ.ศ. 2375 และ พ.ศ. 2392 อหิวาตกโรคระบาดพลเมืองชาวปารีส แค่การระบาดในปี พ.ศ. 2375 เท่านั้นก็มีผู้ป่วยกว่า 20,000 คนจากประชากร 650,000 ในขณะนั้น กรุงปารีสยังได้เสียหายครั้งยิ่งใหญ่หลังจากสงครามฟรังโก-ปรัสเซีย (พ.ศ. 2413 - พ.ศ. 2414) , การโค่นล้มจักรพรรดินโปเลียนที่ 3, เทศบาลปารีส (La Commune de Paris - พ.ศ. 2414) ได้ทำให้กรุงปารีสลุกเป็นไฟหลังจากการต่อสู้กันระหว่างเทศบาลกับรัฐบาล ซึ่งเหตุการณ์นี้เป็นที่รู้จักกันในนาม "สัปดาห์แห่งเลือด" (Semaine sanglante)
กรุงปารีสได้กลับคืนสู่สภาพเดิมอย่างรวดเร็วเพื่อที่จะจัดงานนิทรรศการนานาชาติ 1889 (พ.ศ. 2432) ทั้งนี้ได้มีการสร้างหอไอเฟลเพื่อเฉลิมฉลองการปฏิวัติฝรั่งเศสครบรอบ 100 ปี เพื่อแสดงถึงศักยภาพของประเทศฝรั่งเศสในด้านวิศวกรรมศาสตร์แค่ "ชั่วคราว" เท่านั้น ซึ่งสิ่งก่อสร้างชิ้นนี้ได้กลายเป็นสิ่งก่อสร้างที่สูงที่สุดในโลกจนถึงปี พ.ศ. 2473 และกลายเป็นสัญลักษณ์ของกรุงปารีสไปโดยปริยาย ส่วนงานนิทรรศการนานาชาติ 1900 (พ.ศ. 2443) ได้มีการเปิดตัวรถไฟฟ้าปารีสเป็นครั้งแรก หลังจากนั้นก็ได้มีการจัดนิทรรศการและงานแสดงสินค้าต่างๆ มากมายซึ่งทำให้กรุงปารีสเป็นสถานที่ท่องเที่ยวและดึงดูดชาวต่างชาติเป็นจำนวนมากทั้งในด้านเศรษฐกิจและเทคโนโลยี
คริสต์ศตวรรษที่ 20
ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 1 กรุงปารีสได้อยู่ในแนวหน้าของการรบ โดยรอดจากการโจมตีของเยอรมนีไปได้ที่สงครามแห่งมาร์นในปี พ.ศ. 2457 ในช่วงปี พ.ศ. 2461 - พ.ศ. 2462 กรุงปารีสได้กลายเป็นที่สวนสนามแห่งชัยชนะของฝ่ายสัมพันธมิตรและเป็นที่เจรจาสันติภาพอีกด้วย ในช่วงระหว่างสงคราม กรุงปารีสได้มีชื่อเสียงจากศิลปวัฒนธรรมต่างๆ และชีวิตยามค่ำคืน เมืองนี้ได้กลายเป็นศูนย์รวมของจิตรกรชื่อดังทั่วโลก ตั้งแต่นักประพันธ์ชาวรัสเซีย สตราวินสกี จิตรกรชาวสเปน ปีกัสโซและดาลีจนถึงนักประพันธ์ชื่อดังชาวอเมริกันอย่างเฮมิงเวย์ ในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2483 5 สัปดาห์หลังจากการเริ่มต้นของสงครามแห่งฝรั่งเศส กรุงปารีสได้ตกอยู่ภายใต้การปกครองของกองทัพนาซีเยอรมันจนกระทั่งการปลดปล่อยปารีสในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2487 2 เดือนหลังจากการบุกนอร์มองดีของฝ่ายสัมพันธมิตร
อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ในกรุงปารีส โดยข้างหลังเป็นหอไอเฟล ปี พ.ศ. 2483
กรุงปารีสได้ยืดหยัดท่ามกลางสงครามโลกครั้งที่ 2โดยไม่ได้รับความเสียหายใดๆ เนื่องจากภายในกรุงปารีสไม่มีเป้าทางยุทธศาสตร์สำหรับฝ่ายสัมพันธมิตรในการวางระเบิด (สถานีรถไฟในกรุงปารีสเป็นเพียงแค่สถานีปลายทาง โรงงานที่สำคัญๆ ตั้งอยู่บริเวณชนบททั้งสิ้น) และด้วยความสวยงามทางวัฒนธรรม ทำให้พลเอกดีทริช ฟอน โชลทิทซ์ (General der Infanterie Dietrich von Choltitz) นายทหารเยอรมันขัดคำสั่งของอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ในการทำลายกรุงปารีสและอนุสาวรีย์ที่สำคัญก่อนการถอนทหารเยอรมันออกจากปารีส ทำให้ชาวฝรั่งเศสบางคนมองว่าพลเอกดีทริช ฟอน โชลทิทซ์เป็นผู้ช่วยเหลือกรุงปารีส
ในยุคหลังจากสงคราม ปารีสได้มีการพัฒนาอย่างครั้งยิ่งใหญ่อีกครั้งหนึ่งหลังจากสิ้นสุดยุคสวยงาม (Belle Époque - พ.ศ. 2457) พื้นที่ในชนบทขยับขยายออกไปอย่างต่อเนื่อง และมีการก่อสร้างที่อยู่อาศัยอย่างมากมาย ทั้งยังเป็นจุดเริ่มต้นของลา เดฟองซ์ (La Défense) ศูนย์กลางด้านธุรกิจของประเทศฝรั่งเศส มีการสร้างรถไฟแอร์เออแอร์ ต่อจากรถไฟฟ้าปารีส เพื่อที่จะรองรับการขนส่งมวลชนในชนบท ส่วนการสร้างถนนนั้น มีการสร้างถนนเปรีเฟริก (Boulevard périphérique de Paris) ซึ่งเป็นถนนวงแหวน 8 เลนล้อมรอบกรุงปารีส
ตั้งแต่คริสต์ทศวรรษ 1970 เป็นต้นมา เขตชนบทชั้นในหลายแห่งของปารีส (โดยเฉพาะทางฝั่งตะวันออก) มีการลดการผลิตทางอุตสาหกรรมลงไป และเขตที่มีการเติบโตได้ค่อยๆ กลายเป็นเขตแออัดที่เต็มไปด้วยพวกอพยพและตกงาน ในขณะเดียวกัน เมืองปารีส (ภายในวงแหวนเปรีเฟริก (Périphérique)) และชนบทฝั่งตะวันตกและใต้ประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนฐานเศรษฐกิจของตนเอง จากการผลิตสินค้าย่อยๆ จนกลายเป็นอุตสาหกรรมด้วยการบรีการและเทคโนโลยีระดับสูง ซึ่งทำให้ผู้ที่อาศัยอยู่ในแถวนั้นมีความร่ำรวย ส่งผลให้บริเวณนั้นมีรายได้ต่อคนสูงที่สุดในทวีปยุโรป ด้วยเหตุที่มีช่องว่างระหว่างชนชั้นในทั้งสองแห่งทำให้เกิดความไม่สงบอยู่เป็นบางครั้งในช่วงคริสต์ทศวรรษ 1980 หรือเช่นในปี พ.ศ. 2548 เกิดเหตุไม่สงบในชนบททางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศฝรั่งเศส
เดฟองซ์ ย่านธุรกิจที่สำคัญในกรุงปารีสภูมิศาสตร์
ปารีสตั้งอยู่บนแม่น้ำแซน ซึ่งรวมถึงเกาะอีกสองเกาะคือ อีล แซงต์-หลุยส์ (Île Saint-Louis) และ อีล เดอ ลา ซิเต้ (Île de la Cité) ซึ่งเป็นส่วนที่เก่าแก่ที่สุดของเมือง ภูมิประเทศของปารีสโดยรวมคือ เป็นที่ราบลุ่ม โดยมีจุดต่ำสุดอยู่ที่ 35 เมตร (114 ฟุต) เหนือระดับน้ำทะเล ทั้งยังมีเนินเขาอีกหลายแห่ง เนินเขาที่สูงที่สุดคือ มงต์มาร์ตร์ (Montmartre) (130 เมตร (426 ฟุต)) พื้นที่ของปารีส ซึ่งไม่รวมสวนสาธารณะบัวส์ เดอ บูโลญ (Bois de Boulogne) และบัวส์ เดอ แวงแซนน์ (Bois de Vincennes) คือประมาณ 86.928 ตารางกิโลเมตร (33.56 ตารางไมล์) การแบ่งและรวมเขตครั้งสุดท้ายที่ใหญ่ที่สุดคือในปี พ.ศ. 2403 ซึ่งทำให้มีขนาดอย่างที่เห็นในปัจจุบัน ทั้งยังทำให้เกิดเขต (Arrondissement) ที่หมุนรอบๆ ตามเข็มนาฬิกาอีกด้วย ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2403 เป็นต้นมา เมืองปารีสมีขนาด 78 กม.² (30.1 ม.²) และได้ขยายออกไปเป็น 86.9 กม.² (34 ม.²) ในปี พ.ศ. 2463 และตั้งแต่ปี พ.ศ. 2472 เป็นต้นมา สวนสาธารณะบัวส์ เดอ บูโลญและบัวส์ เดอ แวงแซนน์ได้ผนวกกับตัวเมืองปารีสอย่างเป็นทางการ ทำให้กรุงปารีสมีขนาด 105.397 กม.² (40.69 ม.²) จนถึงปัจจุบัน ขนาดของกรุงปารีสหรือเขตเมืองปารีสนั้นมีการขยายตัวออกไปเกินเขตเมือง ทำให้เกิดรูปร่างเป็นวงรี ขยายตัวไปตามแม่น้ำแซนและแม่น้ำมาร์น ทางทิศตะวันออกและตะวันออกเฉียงใต้ของตัวเมือง และตามแม่น้ำแซนและแม่น้ำอวส ทางทิศตะวันตกและตะวันตกเฉียงเหนือ และถ้าเลยไปยังชนบท ความหนาแน่นของประชากรจะลดลงอย่างเห็นได้ชัดเนื่องจากมีป่าและที่ดินไว้สำหรับการเพาะปลูก อย่างไรก็ตามเขตมหานครปารีส (Agglomération parisienne) มีเนื้อที่ถึง 14,518 กม² (5,605.5 ไมล์²) ซึ่งใหญ่กว่าเนื้อที่กรุงปารีสถึง 138 เท่า
ปารีสมีภูมิอากาศแบบมหาสมุทร ซึ่งมีผลมาจากกระแสน้ำแอตแลนติกเหนือ เพราะฉะนั้นอุณหภูมิในเมืองไม่ค่อยมีอุณหภูมิสูงหรือต่ำเกินไป อุณหภูมิเฉลี่ยของกรุงปารีสคือ 15 °C (59 °F) และจะอยู่ราว 7 °C (45 °F) สถิติอุณหภูมิสูงที่สุดที่วัดได้คือ 40.4 °C (104.7 °F) ในวันที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2491 และต่ำที่สุดที่เคยวัดได้คือ −23.9 °C (−11.0 °F) เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2422 เมืองปารีสได้ประสบกับอุณหภูมิร้อนจัดในปี พ.ศ. 2547 และหนาวจัดในปี พ.ศ. 2549 มาเอง
ฝนสามารถตกทุกเมื่อ และปารีสก็เป็นที่รู้จักดีกับฝนตกฉับพลัน ปารีสมีปริมาณน้ำฝนเฉลี่ย 641.6 มม. (25.2 นิ้ว) ต่อปี ส่วนหิมะมักจะเกิดขึ้นน้อยครั้ง ส่วนมากมักจะตกในช่วงเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์ (แต่เคยตกถึงเดือนเมษายนมาแล้ว) และไม่ค่อยพบว่าหิมะตกติดต่อกันเกินวัน
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)













